วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

คาถา หลวงพ่อ โอภาสี

คาถา หลวงพ่อ โอภาสี

นะโม 3 จบ

อิติสุคะโต  อะระหังพุทโธ  นะโมพุทธายะ
ปะฐะวีคงคา  พระภุมมะเทวา  ขะมามิหัง


สวดประจำ ป้องกัน  ด้าน คุณไสย   วิญาณร้าย   ภูติผีปีศาจ 


วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

การเข้าสมาธิ (พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน)

การเข้าสมาธิ  (พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน)


ขั้นที่ 1  :  ความสำรวม

              ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยปาฏิโมกขสังวร ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระและโคจรอยู่  เห็นภัยในโทษทั้งหลาย  อันมีประโยชน์น้อย  สมาทานแล้วประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย  สำรวมในอินทรีย์  6  รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรตลอดปฐมยามและปัจฉิมยาม  ประกอบความเพียรอันเป็นไปติดต่อ  ประกอบปัญญาอันรักษาไว้ซึ่งตน  เจริญโพธิปักขิยธรรม

ขั้นที่ 2 :  สติสัมปชัญญะ

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้น  เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการก้าวไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้างหลัง  เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการแลดูข้างหน้าและเหลียวดูข้างซ้ายข้างขวา  เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการรู้อวัยวะเข้าและเหยียดอวัยะออก  เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการทรงผ้าสังฆาฏิ  บาตร และจีวร เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการกิน  ดื่ม  เคี้ยว  และลิ้มรส  เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ  เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการเดิน  ยืน  นั่ง  หลับ  ตื่น  พูดและนิ่ง

ขั้นที่ 3  :  การเสพวิเวก

              ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้น  อาศัยเสนาสนะอันสงัด  คือป่า  โคนไม้  ภูเขา  ซอกเขา  ถ้ำในภูเขา  ป่าช้า  ดง  ที่แจ้ง  กองฟาง  สถานที่ไม่มีเสียงรบกวน  สถานที่ไม่มีเสียอื้ออึง  สถานที่ไม่ใคร่มี  ผู้คนสัญจรไปมา  สถานที่ไม่มีคนพลุกพล่าน  สถานที่อันสมควรเป็นที่หลีกเร้น
              ภิกษุนั้น  ไปสู่ป่าก็ตาม  ไปสู่โคนไม้ก็ตาม ไปสู่เรือนว่างเปล่าก็ตาม  นั่งคู้บัลลังก์  ตั้งกายให้ตรง  ตั้งสติมุ่งหน้าต่อกรรมฐาน

ขั้นที่ 4 :  การละนิวรณ์

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้นละอภิชฌาในโลกได้แล้ว  อยู่ด้วยจิตที่ปราศจากอภิชฌา  ชำระจิตให้บริสุทธิ์  จากอภิชฌา  ละความพยาบาทและความประทุษร้ายได้แล้ว  เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาทอยู่ มีความอนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง  ชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากความพยาบาทและความประทุษร้าย  และความหดหู่หาวนอนได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากความหดหู่หาวนอนอยู่  มีอาโลกสัญญา  มีสติสัมปชัญญะ  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความหดหู่หาวนอน  ละความฟุ้งซ่านได้แล้ว  เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านอยู่  มีจิตสงบภายใน  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความฟุ้งซ่าน  ละความลังเลสงสัยได้แล้ว  เป็นผู้ข้ามเสียได้ซึ่งความลังเลสงสัยอยู่  ไม่มีความสงสัย  ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความสังสัยในกุศลธรรมทั้งหลาย

ขั้นที่ 5 :  การเข้าฌาน

              ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุนั้น  ละนิวรณ์  5  อันทำใจให้เศร้าหมอง  ทำปัญญาให้ทรามได้แล้ว  สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศล  ธรรมทั้งหลายแล้ว  บรรลุปฐมฌาณ  ประกอบด้วย วิตก  วิจาร  มีปิติ  และสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
              บรรลุทุติยฌาณ  อันเป็นไปในภายใน  เป็นธรรมชาติผ่องใส  เพราะวิตกวิจารสงบ  เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่  เพราะคลายปีติได้อีกด้วย  จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา  มีสติสัมปชัญญะอยู่  และเสวยสุขด้วยนามการ  บรรลุตติยฌานซึ่งเป็นฌานที่พระอริยะเจ้ากล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า  เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา  มีสติอยู่เป็นสุข  ดังนี้อยู่
              บรรลุจตุตถฌาน  ไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข  เพราะละสุขและทุกข์ได้  เพราะโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนดับสนิท  มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่
              เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง  เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาเพราะไม่มนสิการ  ซึ่งตัวตนในอดีต  จึงบรรลุ อากาสานัญจายตนฌาน  โดยมนสิการว่า  ความว่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนี้อยู่
              เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะ  โดยประการทั้งปวง  จึงบรรลุ  วิญญาณณัญจายตนฌาน  โดยมนสิการว่า  วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนี้อยู่
              เพราะก้าวล่วง วิญญาณณัญจายตนฌาน   โดยประการทั้งปวง  จึงบรรลุ  อากิญจัญญายตนญาณ  โดยมนสิการว่า  วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี  ดังนี้อยู่
              เพราะก้าวล่วง อากิญจัญญายตนญาณ    โดยประการทั้งปวง  จึงบรรลุ  เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อยู่   
 
  คัดลอกจาก หนังสือ พระพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน

  *** พอตัวตาย  สิ่งทั้งหลายมลายราบ  เหลือแต่บาปตามวิญญาณถึงเมืองผี**




                    

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คำอธิษฐาน ถอนคำสาปแช่งต่อปัจจุบันชาติ-อดีตชาติ

คำอธิษฐาน
ถอนคำสาปแช่งต่อปัจจุบันชาติ-อดีตชาติ

    (ตั้งนะโม 3 จบ)

      อิมัง  มิจฉาอธิษฐานัง  ปัจจุทรามิฯ
      ทุติยัมปิ  อิมัง  มิจฉาอธิษฐานัง ปัจจุทรามิฯ
      ตติยัมปิ  อิมัง  มิจฉาอธิษฐานัง  ปัจจุทรามิฯ

      ข้าพเจ้าชื่อ .....  ขอถอนคำสาป  ถอนคำแช่ง  ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งขึ้นถึงพร้อมด้วยกิเลส  ด้วยตัณหา  ด้วยอุปทาน  ด้วยราคะ  ด้วยโทสะ  ด้วยโมหะ  ด้วยมานะ  ด้วยมิจฉาทิฐิ  เป็นไปเพื่อความพยาบาท  เบียดเบียนสร้างเวรสร้างกรรม  ไม่ประกอบด้วยธรรม  ไม่ประกอบด้วยวินัย  ไม่ประกอบด้วยกุศล  ไม่ประกอบด้วยปัญญา  ไม่ประกอบด้วยบารมี  ที่ข้าพเจ้าได้อธิษฐานไว้  สาปไว้  แช่งไว้  ในอดีตชาติก็ดี  ปัจจุบันชาติก็ดี  ระลึกได้ก็ดี  ระลึกไม่ได้ก็ดี  ทั้งหมดทั้งสิ้น  ข้าพเจ้าขออ้างเอาพระพุทธเจ้า  พระธรรมเจ้า  พระสังฆเจ้า  แม่พระธรณี  พระคงคา  พระเพลิง  พระพาย  และเทวดาทั้งหลายทั้งปวง  มาเป็นพยานว่า  ข้าพเจ้าขอถอนคำสาปเหล่านั้น  ถอนคำแช่งเหล่านั้น  ร้อยหน  พันหน  หมื่นหน  แสนหน  ล้านหน  โกฏิหน  ณ  กาลบัดนี้ด้วยเทอญฯ

     นะถอน  โมถอน  พุทถอน  ธาถอน  ยะถอน
     นะคลอน  โมคลอน  พุทคลอน  ธาคลอน  ยะคลอน
     ถอนด้วย...  นะโมพุทธายะ

     ข้าพเจ้า ขอยกโทษ  อโหสิกรรม  และให้อภัย  ความบกพร่องผิดพลาดของสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง  ทุกชีวิต  ทุกจิตทุกวิญญาณ  ทุกที่ทุกสถาน  ในกาลทุกเมื่อเทอญฯ

     หากผู้ใดที่ได้เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า  ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติก็ดี  และคนรักชอบข้าพเจ้าก็ดี  หากมีผุ้หนึ่งผู้ใดได้คิดร้ายกับข้าพเจ้า  และสาปแช่งข้าพเจ้าไว้ ทั้งทางลับทางแจ้ง  ขอให้สิ่งนั้นอย่าเป็นโทษ เป็นกรรมแก่กันและกันเลย  หากมีสิ่งใดไม่ดีอยู่ในตัวข้าพเจ้า  สังขารข้าพเจ้า  ขอให้ออกไป  ด้วยอานุภาพแห่งคุณพระรัตนตรัย  สาธุ  สาธุ  สาธุ และขอให้กุศลที่ข้าพเจ้าถอนคำสาป  คำแช่งนี้  ขอให้สิ่งเหล่านี้เป็นกุศลกลับมาให้ชีวิตข้าพเจ้ามีความสงบ  ความสว่าง  ความสุข และเจริญรุ่งเรือง  ประสบความสำเร็จ  สมความปรารถนาทุกประการนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ  สาธุ  สาธุ  สาธุ

   
 ~~ ตนเหนือคนยังมีคนที่เหนือกว่า  แย่งฉวยมาแต่ยิ่งพาให้เสียไป ~~