วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ความหมายในการถวายดอกไม้ต่าง ๆ

         การทำทานด้วยการถวายดอกไม้ควบคู่กับการทำบุญ ในลักษณะต่าง ๆ แด่พระพุทธศาสนา  ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลผู้นั้นจะมีรูปร่างหน้าตา และร่างกายงดงามสละสลวย  สมดั่งการทำบุญด้วยดอกไม้   เพราะดอกไม้ถูกแทนค่าสัญลักษณ์ในด้าน ความงดงาม  บอบบาง  ทรงคุณค่า และทรงความบริสุทธิ์  

ความหมายในการถวายดอกไม้ต่าง ๆ 

1. การถวายดอกแก้ว 
     อานิสงส์ผลบุญเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับบ้าน  เพราะดอกแก้วนั้นมักจะส่งกลิ่นหอมเย็น  และแก้วก็หมายถึง  สิ่งที่ดีมีค่าสูงเป็นที่ยกย่องยอมรับของคนทั่วไป  ดังที่เรามักจะได้ยินคนโบราณเปรียบ  ของที่มีคุณค่าสูง ว่าเป็น "ดังดวงแก้ว"


2. การถวายดอกบัว
      แสดงให้เห็นถึงปรัชญาการดำเนินชีวิตอย่างลึกซึ้ง  กล่าวคือ  แม้จะเกิดในโคลนตม แต่เมื่อโผล่พ้นน้ำขึ้นมารับแสงสว่างแล้ว กลีบดอกกลับสะอาดบริสุทธิ์  ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน เสมือนคนที่เกิดมาแล้ว หากเข้าถึงหลักธรรม  ก็สามารถเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส และความทุกข์ทั้งปวงได้

3. การถวายดอกพุด
    จะทำให้มีความเจริญ  ความมั่นคง เพราะพุดหรือพุฒ  หมายถึงความแข็งแรง  สมบูรณ์  คือความเจริญมั่นคง  ดอกพุดมีสีขาวสดใส  มีกลีบดอกใหม่ ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ในใจ  เป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย

4. การถวายดอกดาวเรือง
     พบแต่ความรุ่งเรือง

5. การถวายดอกบานไม่รู้โรย
    พบแต่ความความงามไม่รู้โรย

6. การถวายดอกมะลิ
     พบแต่ความสุข  สดชื่น

7. การถวายดอกรัก
     พบแต่ความรักที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุข

8. การถวายดอกกุหลาบ
      พบแต่ความมีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น

9. การถวายดอกกล้วยไม้
      พบแต่ความสำเร็จ

       แต่ทั้งนี้ยังมีดอกไม้สองชนิดที่ผู้ถวายเป็นพุทธบูชาควบคู่ไปกับการทำบุญ  จะทำให้ประสบโชคลาภ ร่ำรวย และสำเร็จในสิ่งที่หมายมั่น และตั้งใจไว้  อันเป็นคุณค่ามีมากกว่าผลิดอกชูช่อเผยความงาม  คือ

1. ดอกพุดซ้อน
      การถวายดอกพุดซ้อนเป็นพุทธบูชา  ก็จะทำให้พบกับโชคลาภ และความประสบผลสำเร็จในชีวิต

2. ดอกปีบ
      หากนำไปถวายพุทธบูชา  จะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากเรื่องราวเดือนร้อนต่าง ๆ


  ~~ ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว  แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
                                ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง ...  ~~~

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทสวด ท้าวเวสสุวรรณโณ

ท้าวเวสสุวรรณโณ


       ท้าวเวสสุวรรณ  ยังเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย สัญลักษณ์แห่งมหาเศรษฐี ในหนังสือเทวกำเนิดของ พระยาสัจจาภิรมย์  ระบุชื่อท้าวเวสสุวรรณ  ล้วนมุ่งหมายทางมหาเศรษฐีมั่งมีทรัพย์ อาทิ  ท้าวรัตนครรถ (ผู้มีเพชรเต็มพุง) ท้าวกุเวรธนบดี (ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์) ท้าวธเนศวร (เจ้าทรัพย์) องค์อิฉาวสุ(ผู้มั่งมีได้ตามใจ)  ท้าวเวสสุวรรณ (ยิ่งด้วยทอง)  ซึ่งถ้าใครมีบูชากันทุกบ้าน ร่ำรวยทุกคน  ขับไล่ภูติผีปีศาจ วิญญาณร้าย


บทสวดท้าวเวสสุวรรณโณ


ตั้งนะโม  3  จบ


อิติปิ โส  ภะคะวา  ยมมะราชาโน  ท้าวเวสสุวรรณโณ

มะระณัง  สุขัง  อะหัง  สุคะโต  นะโม  พุทธายะ

ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโต

เวสสะ  พุธะ   พุทธัง  อะระหัง  พุทโธ  ท้าวเวสสุวรรณโณ

นะโมพุทธายะ



** รูปโฉมความงาม พอลวงคนโง่ให้หลงได้ 
แต่ลวงคนแสวงหาพระนิพพานไม่ได้เลย **  (พุทธภาษิต)

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยอดคำ ขงจื้อ

*  เรียน จึ่งรู้ว่าตนเองด้อยความรู้  สอน จึ่งรู้ว่าลำบาก  ผู้ที่รู้ว่าด้อยความรู้ จึงจะเตือนตัวเองได้  ผู้ที่รู้ว่าลำบาก  จึงจะฝึกตนให้เข้มแข็ง

*   ผู้ที่มีความละอายคือ ผู้ที่กล้าหาญ

*  ความผิดพลาดของสาธุชนเปรียบดังจันทรคราส สุริยคราส  ใคร ๆ ก็เห็น  เมื่อแก้ไขข้อผิดพลาดแล้ว ใครๆ ก็นับถือ

*  เห็นความชอบธรรม  แต่ไม่ทำ  อย่างนี้เขาเรียกว่าขี้ขลาด

*  พูดได้  ทำไม่ได้  เป็นเรื่องน่าละอายสำหรับสาธุชน

*  พูดได้  ต้องทำได้  ทำก็ต้องทำให้สำเร็จ

*  สิ่งที่ตัวเราไม่ชอบ  จงอย่าทำกับคนอื่น

*  จงเคารพผู้อื่น  ปฏิบัติต่อคนทั่วไปด้วยความเที่ยงธรรม

*  สาธุชนปรองดองกันโดยความเห็น ไม่เหมือนกัน คนถ่อยเลว
เหมือน ๆ กัน แต่ไม่ปรองดองกัน

*   ความเย่อหยิ่งทำให้เราเสียหาย  ความถ่อมตนทำให้เราได้รับประโยชน์

*  คนดีมีอุดมการณ์  ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่เพื่อทำลายความดี  แต่ยินดีสละ ชีพเพื่อสรรค์สร้างความดี

*  อยากไปเร็ว ๆ มักไปไม่ถึง  ละโมภต่อผลประโยชน์ เล็ก ๆ น้อย ๆ มักทำการใหญ่ไม่สำเร็จ

*  เจอคนเก่งก็ให้ศึกษาจากเขา  เจอคนงี่เง่าก็ให้เตือนใจตัวเอง

*  ผู้ที่เชื่อข่าวโคมลอย  คือผู้ที่ละทิ้งคุณธรรม

*  มีมารยาทย่อมไม่ถูกข่มเหง  ใจกว้างย่อมได้มวลชน มีสัจจะย่อมมีคนเชื่อถือ  ฉลาดปราดเปรื่องย่อมมีความดี ความชอบ  โอบอ้อมอารีย่อมใช้คนได้

*  เจ้านายเที่ยงธรรม  ไม่ต้องสั่ง  ลูกน้องก็เชื่อฟัง  เจ้านายไม่เที่ยงธรรม  แม้จะสั่งลูกน้องก็ไม่เชื่อฟัง

*  คิดจะคบเพื่อนให้ยืด  พูดจาต้องมีสัจจะ

*  เอาแต่เรียนลูกเดียว  โดดเดี่ยวเดียวดายไร้เพื่อนฝูง เหงา  แถมรู้น้อย

*  การไม่พูดคุยกับคนที่พูดคุยด้วยได้  ทำให้เราเสียคน  การพูดคุยกับคนที่พูดคุยไม่ได้ ทำให้เราเสียคำพูด

*  สุภาพชนใช้หนังสือคบเพื่อน  อาศัยเพื่อนสร้างเสริมคุณงามความดี

*  รู้ก็บอกว่ารู้  ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้  จึงจะเป็นผู้รู้จริง

*  ปัญญาชนงดงามเพราะมีความคิดอันสุกงอม  น่าเกลียด เพราะมีความคิดไม่สุกงอม

*  รักสวยรักงาม  เป็นสิ่งที่ใจมนุษย์มีด้วยกันทุกคน

*  การศีกษา ไม่แบ่งชั้น  วรรณะ

*  เรียนโดยไม่คิด  ย่อมไร้ความรู้  คิดโดยไม่ศึกษาย่อมวิกฤต


       ****** ความไม่รู้คือความรู้  ไม่มีอะไรที่ไม่รู้ ******